(เรียกเต็มๆว่า ปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทร)
พระพุทธปางห้ามสมุทร ขนาด ๑๙๐ เซนติเมตร สวนหทัยนเรศวร์ได้จัดพิธีเททองหล่อ ๒ องค์พร้อมกับพิธีเททองหลวงปู่โต พรหมรังสี เมื่อเสร็จแล้วได้ถวายหลวงพ่อพระ วัดรางเทียน อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ซึ่งเมื่อท่านได้สร้างวัดไผ่ประสิทธิมงคล ที่ อ.ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี ได้อัญเชิญพระปางห้ามสมุทรนี้ไปประดิษย์ฐานไว้ด้วย ๑ องค์ ส่วนอีกองค์หนึ่งได้อัญเชิญไปที่สวนหทัยนเรศวร์(ชื่อเดิม)เพื่อขึ้นประดิษย์ฐาน เมื่อ ๑๓ เมษายน ๒๕๔๔ และได้ตั้งอยู่บนหอพระหลวงปู่โต ชั่วคราว ซึ่ง ปัจจุบันนี้ได้สร้างฐานไว้ใกล้กับหอหลวงปู่โต โดยตั้งให้พระพักตรหันออกไปที่ทิศตะวันออก เป็นแนวเส้นแม่นำวังทองไหลมาทางสวนนี้ ด้วยความเชื่อว่าบารมีแห่งพระพุทธปางห้ามสมุทรจะรับพลังแห่งแม่นำสำหรับประทานพรแก่พุทธศาสนิกชนและป้องกันอุบัติภัยต่อไป
ลักษณะของพระพุทธรูปปางนี้
อยู่ในพระอิริยาบถยืน พระหัตถ์ทั้งสองข้างยกขึ้นเสมอพระอุระ ตั้งฝ่าพระหัตถ์ยื่นออกไปข้างหน้าเป็นกิริยาห้าม เป็นแบบพระทรงเครื่องก็มี
พระพุทธรูปปางนี้ มีตำนาน ดังนี้
เมื่อพระบรมศาสดาโปรดพระยสะแล้ว ต่อมาก็แสดงธรรม โปรด วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ และควัมปติ เสฏฐีบุตร รวม ๔ คน กับมาณพอีก ๕o คน ซึ่งล้วนเป็นเพื่อนของพระยสะให้สำเร็จแล้วประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้อุปสมบทเป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนา รวมเป็นอริยสงฆ์สาวก ๖o องค์ด้วยกัน เมื่อพระบรมศาสดาทรงเห็นว่า บัดนี้ควรจะประกาศศาสนาได้แล้ว จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง ๖o องค์มาแล้ว ทรงรับสั่งว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราได้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ แม้พวกเราทั้งหลาย ก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งหลายเช่นกัน พวกเธอจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนทั้งหลายเพื่ออนุเคราะห์แก่ประชุมชนเพื่อประโยชน์สุขแก่เทวดาและมนุษย์ แต่อย่ารวมกันไปทางเดียวตั้งแต่สองรูปจงแยกกันไปแสดงธรรมประกาศพรหมจรรย์ สัตว์ทั้งหลายที่มีธุลีในนัยน์ตาน้อยมีอยู่ สัตว์พวกนี้ย่อมเสื่อมจากคุณที่ควรได้ เพราะโทษที่ไม่ได้ฟังธรรมเมื่อได้ฟังธรรมแล้ว สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมีเป็นแน่ ภิกษุทั้งหลาย แม้เราเองก็จักไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมเพื่อแสดงธรรมเช่นเดียวกัน"
ครั้งทรงส่งสาวก ๖o องค์ ไปประกาศพระศาสนาแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคมครั้งถึงไร้ฝ้าย ทรงพบภัทรวัคคีกุมาร ๓o คน ได้ทรงแสดงธรรมโปรดกุมารทั้ง ๓o คนนั้น ให้บรรลุธรรมเบื้องสูงแล้ว ประเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้เป็นภิกษุในพระศาสนาแล้ว ทรงให้ออกไปประกาศพระศาสนาทั้ง ๓o องค์ เช่นเดียวกับพระสาวกทั้ง ๖o นั้น แล้วพระองค์ก็เสด็จต่อไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เสด็จเข้าไปประทับอาศัยอยู่ในสำนักของอุรุเวลากัสสป หัวหน้าชฎิล ๕oo ผู้เป็นที่เคารพนับถือของมหาชนในมคธรัฐเป็นอันมาก
ต่อมาก็ทรงทำปาฏิหาริย์นานัปการ เริ่มตั้งแต่ทรมารพญานาคในโรงไฟอันเป็นที่นับถือของชฎิลเหล่านั้นให้มีฤทธิ์แล้ว ประทับอยู่ที่โรงไฟนั้นโดยผาสุกวิหาร ให้ชฎิลทั้งหลายมีความเคารพนับถือในอานุภาพของพระองค์แล้ว ทรงทำปาฏิหาริย์อื่นๆอีก ในครั้งสุดท้ายทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำ ซึ่งไหลบ่าจากทิศต่างๆ ท่วมสำนักท่านอุรุเวลากัสสปมิให้น้ำเข้ามาในที่พระองค์ประทับ พระองค์เสด็จจงกรมภายในวงล้อมของน้ำที่ท่วมท้นเป็นกำแพงรอบด้าน ครั้งนั้น ชฎิลทั้งหลายพากันพายเรือมาดู ต่างเห็นเป็นอัศจรรย์ในที่สุดก็สิ้นพยศทั้งหมดยอมเป็นศิษย์ตั้งอยู่ในโอวาท ถึงกับลอยบริขารของชฎิลลงทิ้งเสียในแม่น้ำแล้ว ขออุปสมบทเป็นภิกษุในพระพุทธศาสนา
พระพุทธจริยาที่ทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำครั้งนี้ ได้เป็นที่เลื่อมใสของพุทธศาสนิกชนที่นิยมในอิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้าถือเป็นมงคลอันสูงเป็นคุณอัศจรรย์ยิ่งเป็นเหตุให้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ เรียกว่า "ปางห้ามสมุทร"
แต่พุทธศาสนิกชนที่หนักในอนุสาสนีปาฏิหาริย์ นิยมในคุณธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงเทศนาสั่งสอนเห็นเป็นอัศจรรย์ยิ่งกว่า แม้จะได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้นไว้ ก็ได้ปรารภถึงเหตุไม่ แต่ได้ปรารภเหตุอื่น จะขอยกมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
ในพระนครกบิลพัศดุ์ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าศากยะ ซึ่งพระญาติข้างฝ่ายพระพุทธบิดากับพระนครเทวทหะ อันเป็นแว่นแคว้นที่ประทับอยู่ของเจ้าโกลิยะ ซึ่งพระญาติข้างฝ่ายพระมารดาทั้งสองพระนครนี้ตั้งอยู่ใกล้แม่น้ำโรหินี ชาวนาของเมืองทั้งสองนี้อาศัยน้ำในแม่น้ำโรหินีทำนาร่วมกันมาโดยปกติสุข สมัยหนึ่งฝนน้อย น้ำในแม่น้ำก็น้อยชาวนาทั้งหมดต้องกั้นทำนบทดน้ำในแม่น้ำนี้ขึ้นทำนา แม้ดังนั้นแล้วน้ำก็พาเพียงพอไม่ เป็นเหตุให้มีการแย่งน้ำทำนากันขึ้น ชั้นแรกก็เป็นการวิวาทกันเฉพาะเพียงบุคคลต่อบุคคล แต่เมื่อไม่มีการระงับด้วยสันติวิธี การวิวาทก็ลุกลามมากขึ้น จนถึงคุมสมัครพรรคพวกเข้าประหารกัน และด่าว่ากระทบถึงชาติโคตร และลามปามไปถึงราชวงค์ในที่สุด กษัตริย์ผู้เป็นพระญาติของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระนคร ก็กรีฑาทัพออกประชิดกันยังแม่น้ำโรหินีเพื่อสัมประหารกัน โดยหลงเชื่อคำเพ็ดทูลของอำมาตย์ที่กำลังเคียดแค้นกัน มิได้ทันทรงวินิจฉัยให้ถ่องแท้ว่า เมื่อเรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นเกิดขึ้นแล้วควรจะทรงระงับเสียด้วยสันติวิธี อันชอบด้วยพระราโชบายที่รักษาสันติสุขของประเทศ
พระบรมศาสดาทรงทราบ ก็ทรงพระมหากรุณาเสด็จไปห้ามสงครามแย่งน้ำระหว่างพระญาติทั้งสอง โดยทรงแสดงโทษคือความพินาศย่อยยับของมนุษย์ โดยไม่พอที่จะพากันล้มตายทำลายเกียรติของกษัตริย์เพราะเหตุแย่งน้ำเข้านาเล็กน้อย ครั้นพระญาติทั้งสองฝ่ายทำความเข้าใจคืนดีกันแล้วก็เสด็จพระพุทธดำเนินกลับ
พระพุทธจริยาที่ทรงแสดงตอนนี้ เป็นมงคล แสดงอานุภาพของพระธรรมที่พระองค์ทรงแสดงพุทธศาสนิกชนผู้หนักในธรรม เล็งเห็นเป็นคุณอัศจรรย์ยิ่งแห่งอนุสาสนีปาฏิหาริย์ จึงได้สร้างพระพุทธรูปปางนี้ขึ้น เรียกว่า "ปางห้ามสมุทร" บ้าง เรียกว่า "ปางห้ามญาติ" บ้างดังนั้น ปางห้ามสมุทรและปางห้ามญาติจึงเป็นปางเดียวกัน แต่มีบางท่านกล่าวค้านว่า ปางห้ามญาติยกมือเดียว ปางห้ามสมุทรยก ๒ และแล้วก็ถูกบางท่านกล่าวค้านว่าไม่ถูก ปางห้ามสมุทรยกมือเดียว ปางห้ามญาติยก ๒ มือ คือห้ามทั้งสองฝ่าย ต้องยก ๒ มือ ถ้ายกมือเดียว ก็ห้ามฝ่ายเดียว ไม่เป็นธรรม ฝ่ายที่ไม่ถูกห้ามก็จะได้ใจ แต่ฝ่ายถูกห้ามจะเสียใจจะไม่เชื่อถือ แล้วสงครามก็จะไม่สงบ
ตามเหตุผลเรื่องหลังนี้แยบคายดีกว่า ถ้าเรียกพระพุทธรูปปางนี้รวมกันเป็นชื่อเดียวว่า "ปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทร" เรื่องก็น่าจะยุติ ด้วยสมเหตุสมผล ควรแก่การเชื่อถือ ตามนัยนี้นอกจากผู้เชื่อถือจะไม่ถูกวิจัยว่าเชื่องมงายแล้ว ยังเป็นเกียรติอันสูงแก่พระบรมศาสดาที่ทรงพระมหากรุณาควรแก่การเทอดทูนของชาวโลกอีกด้วย
เรื่องพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติ เป็นพระพุทธรูปยืนยกพระหัตถ์ ๒ ข้างนี้ เข้าใจว่ามีนักปราชญ์สันนิษฐานว่าเป็นความจริงมาแล้ว แม้แต่พระมหากษัตริย์ที่ทรงพระปรีชาสามารถในเรื่องนี้ก็ทรงเลื่อมใสในพระพุทธจริยาตอนนี้ และได้ทรงสร้างขึ้นไว้ด้วยพระราชศรัทธาก็มี ทั้งดูเหมือนมีพระราชประสงค์จะทรงให้เป็นคุณประโยชน์ดังเรื่องราวของพระพุทธรูปปางนี้ด้วย
ขอให้เรานึกทวนความจำอีกหน่อย คือ ลองนึกถึงภาพพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทรหรือที่เรียกสั้นๆว่า ห้ามสมุทรที่ประดิษฐานอยู่ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือนิยมเรียกว่าโบสถ์พระแก้ว ในพระบรมมหาราชวังอีกสักครั้ง ทุกท่านที่เคยเข้าไปไหว้พระแก้วแล้วยังคงพอจะจำภาพพระพุทธรูปปางนี้ได้ทุกคน ทราบว่าเป็นของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้าง เป็นพระขนาดใหญ่ทั้งสององค์ ซ้ำทำวิจิตรงดงาม บุด้วยทองคำหนักถึงองค์ละหลายสิบชั่ง ยังมีแบบไม่ทรงเครื่องขนาดก็ไม่เล็กนัก ดูเหมือนมีอีก ๑o องค์ อะไรเป็นเหตุให้สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ซึ่งพระองค์ก็เป็นนักปราชญ์ ทรงซาบซึ่งถ่องแท้ในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี ทรงสร้างพระพุทธรูปปางนี้
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า การที่สมเด็จพระนั่งเกล้าฯองค์เอกอัครศาสนูปถัมภกรัชกาลที่ ๓ ทรงสร้างขึ้นคงจะมีพระประสงค์ไม่เพียงเป็นที่สักการบูชาเท่านั้น เพราะถ้าเพียงเป็นที่สักการบูชาอย่างเดียวแล้วเฉพาะพระแก้วมรกตก็น่าจะพอพระหฤทัย จุใจมหาชนชาวไทยดีแล้ว ถ้าไม่อย่างนั้น ก็น่าจะทรงสร้างไว้หลายๆปาง และก็คงจะไม่ทรงสร้างเพื่อแสดงว่า พระพุทธเจ้าทรงทำปาฏิหาริย์ห้ามน้ำอันจะไหลมาท่วมพระองค์เป็นแน่ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ จะต้องแน่พระหฤทัยว่า พระปางนี้จะต้องเป็นปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทร ดังที่ปรากฏในทางตำนาน และแม้ในพระบรมวงศานุวงศ์ตลอดเสนาอำมาตย์ ทั้งนักปราชญ์ราชกวีในสมัยนั้น ส่วนมากคงจะต้องมีความเข้าใจอย่างนี้
เมื่อแน่ใจว่าสมเด็จพระนั่งเกล้าฯทรงเข้าพระทัยว่า พระพุทธรูปที่ยกพระหัตถ์ทั้งสองข้างขึ้นเป็นกิริยาทรงห้ามนั้น เป็นพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทรแล้ว คราวนี้ก็มาถึงวัตถุประสงค์ของการสร้างต่อไปว่า พระองค์มีพระประสงค์อะไร ?
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า สมเด็จพระนั่งเกล้าฯ น่าจะมีพระประสงค์จะทรงฝากคติธรรมสำหรับเตือนพระบรมวงศานุวงศ์ ที่เสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธรูปในโบสถ์พระแก้วเนืองๆ ว่า "พระบรมวงศานุวงศ์อย่างทรงวิวาทแย่งสมบัติกันเลย" จะถึงความย่อยยับอย่างกษัตริย์ในสมัยอยุธยา โดยทรงขอเอาอานุภาพของพระพุทธเจ้า ซึ่งปรากฏอยู่ในพระพุทธรูปปางนี้ ช่วยทรงเตือน ช่วยทรงห้าม ด้วยทรงหวั่นเกรงพระทัยอยู่มากว่า พระบรมวงศานุวงศ์จะเบาพระทัย ก่อการวิวาทเรื่องราชสมบัติขึ้น ในเมื่อพระองค์สวรรคตแล้ว เพราะในเวลานั้น สมเด็จพระจอมเกล้าฯ รัชกาลที่ ๔ ซึ่งสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ มีพระทัยมั่นหมายจะให้เสวยราชสมบัติสืบพระราชสันตติวงศ์ก็ยังทรงผนวชอยู่แต่ก็เป็นบุญบารมีดียิ่งของพระราชวงศ์จักรีที่มิได้มีเหตุการณ์อันไม่เป็นมงคลดังที่ทรงหวั่นเกรงพระทัยเกิดขึ้น จะว่าเป็นด้วยบารมีของพระราชปณิธานที่ทรงตั้งไว้ และอนุภาพของพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติทั้งสององค์ที่ทรงสร้างขึ้นเพื่อการนี้โดยเฉพาะ มีส่วนช่วยอภิบาลรักษาความสวัสดีของพระบรมราชจักรีวงศ์ด้วยก็น่าจะมีส่วนแห่งความจริงอยู่ไม่น้อย ยิ่งกว่านั้น สมเด็จพระนั่งกล้าฯ ยังทรงถวายพระนามพระพุทธรูปทั้งสององค์นั้นว่า พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก องค์หนึ่ง พระพุทธเลิศหล้านภาลัยองค์หนึ่ง อันเป็นพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมอัยยกาธิราช พระพุทธเลิศหล้านภาลัยองค์หนึ่ง อันเป็นพระนามาภิไธยของสมเด็จพระบรมอัยยกาธิราช และสมเด็จพระบรมชนกนารถต้นปฐมบรมจักรีวงศ์อีกด้วยซึ่งล้วนเป็นคุณเครื่องช่วยส่งเสริมพระทัยพระบรมวงศานุวงศ์ ให้ทรงเคารพเชื่อถือเป็นอย่างดีอีกโสดหนึ่ง ซึ่งจะช่วยให้สำเร็จสมพระราชปณิธานดังกล่าวแล้ว
ตามนัยนี้แสดงให้เห็นชัดว่า พระพุทธรูปลักษณะนี้ ต้องเป็นปางห้ามพระญาติแย่งน้ำในสมุทรและเป็นปางเดียวกันกับพระพุทธปางห้ามสมุทร ซึ่งควรจะเรียกว่า ปางห้ามพระญาติมากกว่าเพราะสมเหตุสมผลตามเรื่องดังกล่าวแล้ว
คราวนี้ปัญหาก็ตามมาอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรเป็นเหตุให้นิยมเรียกพระพุทธรูปปางนี้ว่า"ปางห้ามสมุทร" ทำไมจึงไม่เรียกว่าปางห้ามพระญาติแต่แรก
ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ชะรอยเกรงจะไปพ้องกับพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ ด้วยสำเนียงพูดคล้ายคลึงกันมาก ยิ่งสำเนียงพูดว่า พระ ของคนส่วนมากแล้ว สำเนียง (ร) รักษากล้ำมักจะหายไป เป็นเสียง (พะ) เสียหมดทั้ง (ญา-ติ) ก็นิยมอ่านว่า ญาด อยู่แล้ว และ (ยา-ธิ) ก็นิยมพูดว่า ยาด เช่นโรคพยาธิปากขอ ไม่เห็นมีใครเรียกว่า (พยา-ธิ) ปากขอ หรือตัวพยาธิก็ไม่มีใครเรียกตัว (พยา-ธิ) เช่นเดียวกัน ดังนั้น พระพุทธรูปปางห้ามพยา-ธิ สำเนียงคนนิยมเรียกจึงเป็นสำเนียงว่า ปางห้ามพระยาด คล้ายกับสำเนียงเรียกพระพุทธรูปปางห้ามพระญาติของพระพุทธเจ้า ซึ่งจะทำสงครามแย่งน้ำในสมุทรกัน
ดังนั้น จึงชอบที่จะสงวนชื่อของพระพุทธปางห้ามญาติไว้ เพื่อเป็นเกียรติประวัติของพระพุทธรูปปางสำคัญนี้ปางหนึ่งให้สมบูรณ์แบบ และเพื่อเป็นศรีเป็นมิ่งขวัญควรแก่การเทอดบูชาสักการะและก็โปรดทราบไว้ด้วยว่า พระพุทธรูปปางนี้ มิใช่ปางพระประจำวันจันทร์ ที่มักเข้าใจผิดไปว่าพระประจำวันจันทร์ เป็นปางห้ามญาติ หรือห้ามพระญาติ คือยกพระหัตถ์ขวาขึ้นห้ามข้างเดียวพระพุทธรูปปางห้ามญาตินั้น ต้องยกพระหัตถ์ขึ้นห้ามทั้ง ๒ ข้าง และเป็นปางเดียวกับพระพุทธรูปปางห้ามสมุทรโดยเหตุผลดังกล่าวแล้ว
สำหรับพระพุทธรูปที่ถือเป็นพระประจำวันจันทร์นั้น ต้องเป็นพระปางห้ามพยาธิหรือจะเรียกว่าห้ามพยาธิ์ ก็ตามเถิด เป็นพระยกพระหัตถ์ขวาขึ้นห้ามข้างเดียว ซึ่งก็มีเกียรติประวัติสำคัญมากควรแก่การเทอดทูนขึ้นเป็นศรีเป็นมิ่งขวัญ เป็นพระประจำวันจันทร์ยิ่งนัก แต่จะยังไม่กล่าวถึงในเวลานี้ จะเอาไว้กล่าวในตำนานพระพุทธรูปปางห้ามพยาธิ ซึ่งนิยมเป็นพระประจำวันจันทร์ .
สถานปฎิติบัติธรรมสวนพุทธมงคลหทัยนเรศวร์
บ้านวังนกแอ่น ต.วังนกแอ่น อ.วังทอง จ.พิษณุโลก
คุณแม่ธัญญา - พลอากาศโทวันชาติ - นาวาอากาศเอกหญิงอิงอร เนตรานนท์
โทร 089-8144429,081-8053012
e-mail:ingorn2545@hotmail.com
"Do what we truly have faith in,and have faith in what we do."
"จงทำในสิ่งที่มีศรัทธา และ จงศรัทธาในสิ่งที่ทำ"
สัญญาลักษณ์แดนแห่งธรรม ในสถานปฏิบัติธรรมสวนพุทธมงคลหทัยนเรศวร์ ได้แก่ พระพุทธชินราชขนาดหน้าตัก 59 นิ้ว พระมณฑปเจดีย์ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ สูง 16 เมตรพระพุทธวิสุทธินิมิตอิทธินวนาคราชรังสี ขนาดหน้าตัก 59 นิ้ว สูง 4.6 เมตรโดยประมาณ พระพุทธรูปปางห้ามสมุทร สูง 190 เซนติเมตร หลวงปู่โต พรหมรังสีอยู่บนหอพระขนาด กว้าง 3 เมตร ยาว 3.5 เมตร
สัญญาลักษณ์แดนแห่งเทพ ในสวนพุทธมงคลหทัยนเรศวร์ ได้แก่ พระศิวะ ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคน พระพิฆเณศ 4 องค์ 4 ปาง ปู่ฤๅษีสิทธิโคดมบรมครู ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคน แม่พระธรณี ขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคน อยู่บนบุษบกสูง 9 เมตร
แดนแห่งสมเด็จพระนเรศวร์มหาราช ก็มีรูปจำลองขนาดหนึ่งเท่าครึ่งของคน ที่สำคัญคือ การที่พุทธศาสนิกชนหลากหลายได้เข้าร่วมปฏิบัติธรรม ณ สวนพุทธมงคลหทัยนเรศวร์แห่งนี้ ได้กล่าวขวัญถึงความศักดิ์สิทธิ์ของกระแสญาณของพระองค์ที่หลายคนได้ชมพระบารมีได้ด้วยตาของตนเอง คำเล่าขานนี้ได้มีพระคณิศร รองเจ้าอาวาสวัดโพธิ์ กรุงเทพฯ ยืนยันว่ามีอยู่จริงเพราะท่านได้สนทนากับกระแสญาณของสมเด็จพระนเรศวร์เมื่อที่ท่านได้เมตตาไปนั่งโปรดปรกในพิธีพุทธาภิเษกพระพุทธชินราช พระศิวะ และสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่สวนพุทธมงคลหทัยนเรศวร์ เมื่อ พฤศจิกายน 2544
คลิกเพื่อดูรูปภาพที่ขยายใหญ่ขึ้น
เชิญเถิดปวงไทย เชิญท่านมาถวายสักการะตามศรัทธา
ท่ามกลางบรรยากาศของสวนผลไม้หลายชนิดที่ดำรงอยู่อย่างธรรมชาติปราศจากสารพิษทุกประการ หมู่นกกา กระรอกกระแตและสัตว์น่ารักพากันเริงร่าอย่างสันติสุขด้วยความมั่นใจในความปลอดภัย เราทุมเทแก่อริยทรัพย์ด้วยความบริสุทธิ์ใจ
ยามที่ญาติธรรมมาร่วมกันปฏิบัติธรรมก็เป็นเชิงนิเวศน์ คือ ปักกลดอยู่ตามร่มไม้ พระสงฆ์ก็แบ่งปริมณฑลส่วนหนึ่ง ฆารวาสก็แยกปฏิบัติอยู่อีกส่วนหนึ่ง ข้าวปลาอาหารและน้ำปานะเราก็อำนวยให้ตามสมควร ซึ่งเรื่องสุขาเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องสะอาดและสะดวกสบาย
สาธุ สาธุ สาธุ อนุโมทามิ